คนส่วนใหญ่จะรับรู้ว่า “ตะปู” เป็นวัสดุที่ใช้ในงานก่อสร้างเพียงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ตะปู ไม่ได้ถูกจำกัดการใช้งานเฉพาะการก่อสร้างบ้าน หรืออาคารเพียงอย่างเดียว หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “ตะปู” ถูกนำมาใช้ และรายล้อมอยู่รอบๆ ตัวเรา เช่น เฟอร์นิเจอร์ (โต๊ะ เก้าอี้) ที่เรากำลังใช้งาน สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการซ่อมบ้าน หรือต่อเติมบ้านด้วยตนเอง การประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านเอง และงาน DIY “ตะปู” ยังเป็นเครื่องมือช่างอีกประเภท ที่ควรมีติดบ้าน
เฮียบฮกออนไลน์ ขอเสนอความรู้เบื้องต้น ที่เกี่ยวข้องกับตะปู และการเลือกใช้ตะปูให้เหมาะสมกับงาน เพราะตะปูมีหลากหลายหน้าตา ตามประเภท และการใช้งาน ซึ่งตะปูแต่ละประเภท จะถูกออกแบบมา สำหรับใช้กับงานเฉพาะ จึงไม่ควรเลือกซื้อ หรือใช้ตะปูแบบใดก็ได้ สำหรับนำมาใช้งาน
ตะปู มีกี่ประเภท และควรเลือกใช้ให้เหมาะกับงานอย่างไร
ตะปู (Nails) คือ วัสดุ หรือเครื่องมือช่างประเภทหนึ่ง ที่ทำ หรือผลิตจากแท่งโลหะ (Metal Rod) หรือก้านโลหะ (Metal Shank) โดยปลายด้านหนึ่งของตะปู จะมีลักษณะเป็นปลายแหลม และอีกด้านจะมีรูปทรงกลม หรืออื่นๆ ซึ่งในส่วนนี้ คือ หัวของตะปู จะนำไปใช้ตอกกับไม้ หรือวัสดุอื่นๆ เพื่อยึดวัสดุเหล่านั้นเข้าด้วยกัน (ใช้ค้อนในการตอกที่หัวของตะปู) ถูกออกแบบมา ให้มีลักษณะผอม และแหลม (คล้ายกับเข็ม) เพื่อทะลุ และทะลวงวัสดุต่างๆ ได้แก่ คอนกรีต เหล็ก และไม้ โดยทั่วไปตะปูจะผลิตจากเหล็กกล้า และโลหะประเภท เช่น ทองเหลือง (Brass) อลูมิเนียม (Aluminum) และโลหะประเภทอื่นๆ ตะปูเป็นวัสดุที่ต้องใช้งานคู่กับค้อนอยู่เสมอ (สำหรับตี หรือตอก เพื่อดันตัวตะปูเข้าสู่ตัวเนื้องานที่ต้องการ)
หากต้องการให้ตะปูมีคุณสมบัติแรงบีบมือ (Grip Strength) สำหรับตกแต่ง (Decorative Appearances) หรือทนทานต่อการกัดกร่อน (Corrosion Resistance) เพิ่มเติม สามารถนำไปเคลือบ หรือชุบโลหะตามคุณสมบัติที่ต้องการได้ ตะปูมีหลากหลายหน้าตา ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศเดียว ผลิตตะปูมากกว่า 300 ประเภท ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นตะปูที่ใช้ในงานก่อสร้างที่อยู่อาศัย โดยเฉลี่ยแล้วบ้านที่สร้างในอเมริกา 1 หลังจะใช้ตะปูประมาณ 20,000 – 30,000 ตัว
ลักษณะทางกายภาพของตะปู
เนื่องจากตะปูมีมากมาย และหลากหลายหน้าตา จึงต้องพิจารณาลักษณะทางกายภาพของตะปูเสียก่อน ตะปูจะประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนหัว (สำหรับตอก) ส่วนลำตัว และส่วนปลาย (ปลายแหลม)
หัวตะปู จะมีหลายแบบ เช่น หัวแบน หัวมน และหัวราบ ตะปูหัวราบจะนิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง เพราะเหมาะกับการทำงานทั่วไป หรืองานไม้ เช่น งานเฟอร์นิเจอร์ จุดเด่นของหัวตะปูแบบราบ คือ หัวตะปูสามารถนำมาทุบให้เล็กลง เมื่อนำมาใช้กับงานไม้ ส่งผลให้ชิ้นงานมีตำหนิไม่มาก
ลำตัวตะปู จะมีทั้งตะปูลำตัวอ้วน และลำตัวผอม จะใช้ตะปูลำตัวแบบใดขึ้นอยู่กับความหนาของชิ้นงาน และขนาดความยาวของตะปู จะใช้เรียกขนาดของตะปู หากต้องการใช้งานตะปูขนาด 1 นิ้วครึ่ง จะหมายถึง ตะปูที่มีขนาดของลำตัวยาว 1 นิ้วครึ่ง
ปลายตะปู โดยทั่วไปปลายตะปู จะมีลักษณะเป็นปลายแหลมคม ทำหน้าที่ทะลุทะลวงเนื้องาน และยังช่วยให้ตะปู สามารถยึดฝังอยู่ในตัวเนื้องาน
ประเภทของตะปู
ปัจจุบันมีการผลิตตะปูมากกว่า 2,000 ประเภท สำหรับใช้งานทั่วโลก ในต่างประเทศจะแบ่งประเภทของตะปูตามความยาวออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ Tack หรือ Brads (ตะปูที่มีความยาวน้อยกว่า 1 นิ้ว) ตะปู (ตะปูที่มีความยาวระหว่าง 1 ถึง 4 นิ้วเรียกว่าตะปู หรือ Nails) และ Spikes (ตะปูที่มีความยาวมากกว่า 4 นิ้วขึ้นไป) สำหรับประเทศไทย จะแบ่งประเภทของตะปูที่นิยมใช้งานโดยทั่วไปออกเป็น 5 ประเภท (การแบ่งประเภทของตะปูจะขึ้นอยู่กับพื้นผิวของวัสดุ และชิ้นงานที่จะนำตะปูไปใช้งาน) ดังนี้
1. ตะปูที่ใช้กับวัสดุไม้ (Wood Nails) เป็นประเภทของตะปู ที่นำใช้กับพื้นผิวที่เป็นไม้ มี 3 ประเภทย่อย ได้แก่ ตะปูทั่วไป ตะปูหัวเล็ก และตะปูเกลียว (ตะปูควง)
ตะปูทั่วไป ใช้กับงานขึ้นโครงสร้างต่างๆ ที่ทำจากไม้ มีลักษณะของหัวตะปูใหญ่ และแบน ผิวเรียบ ผลิตจากโลหะ มีขนาดความยาวตั้งแต่ 1 นิ้วครึ่ง – 6 นิ้ว
ตะปูหัวเล็ก เป็นตะปูที่ใช้กับงานไม้ประเภทงานประดิษฐ์ งานตกแต่ง หรืองาน DIY มีขนาดของหัวตะปูเล็ก (มีอีกชื่อหนึ่งว่าตะปูเข็ม) คุณสมบัติเด่นของตะปูชนิดนี้ คือ สามารถใช้เหล็กดันตัวตะปู ให้จมลงในตัววัสดุไม้ได้อีก และใช้สีทาทับ เพื่ออุดหัวตะปู และขัดให้เรียบร้อยสวยงาม ตะปูหัวเล็กมีหลายขนาดให้เลือกใช้ (หนึ่งนิ้วครึ่ง – สามนิ้ว)
ตะปูเกลียว (ตะปูควง) มีลักษณะเป็นเกลียวทั้งตัว (ตามชื่อ) หัวตะปูสามารถหมุน หรือไขได้ (มีทั้งหัวกลม และหัวเรียบ) คุณสมบัติเด่นของตะปูชนิดนี้ คือ เหมาะกับงานที่ต้องการแรงยึดมากเป็นพิเศษ ตะปูเกลียวจะมีขนาด 1 นิ้วครึ่ง – 4 นิ้ว
2. ตะปูสำหรับงานเหล็ก เป็นตะปูที่ออกแบบมา ให้ใช้กับวัสดุที่ทำจากเหล็ก รวมไปถึงงานหลังคา ตะปูประเภทนี้ จะมีเกลียวรอบตัวยาว แต่ไม่ถึงปลายของตัวตะปู คุณสมบัติเด่นของตะปูชนิดนี้ คือ มีความหนากว่าตะปูประเภทอื่นๆ เนื่องจากต้องนำไปเจาะ และยึดกับวัสดุเหล็กโดยเฉพาะ
3. ตะปูสำหรับงานคอนกรีต เนื่องจากคอนกรีต เป็นวัสดุที่มีความหนา และแข็งแรงเป็นพิเศษ ตะปูที่นำมาใช้กับวัสดุชนิดนี้ จึงต้องมีคุณสมบัติเฉพาะ ที่สามารถเจาะผิวคอนกรีตได้ ตะปูประเภทนี้ มีลักษณะคล้ายกับตะปูตอกไม้ แต่เหนียว และแข็งแรงกว่า ผลิตจากเหล็กชนิดพิเศษ ลำตัวของตะปูจะเป็นร่องเล็กๆ และปลายตะปู มีหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับการออกแบบ คุณสมบัติเด่นของตะปูชนิดนี้ ได้แก่ ความแข็งแรงที่ไม่สามารถทำให้บิด หรืองอได้โดยง่าย
4. ตะปูสำหรับงานสังกะสี เป็นตะปูเฉพาะที่ใช้กับวัสดุ หรือสิ่งของที่เป็นสังกะสี ผลิตจากเหล็กที่นำไปชุบสังกะสี (Galvanized) เพื่อป้องกันสนิม มีลักษณะของหัวตะปูใหญ่ กลม และโค้งมนเล็กน้อย คุณสมบัติเด่นของตะปูชนิดนี้ คือ ได้รับการออกแบบมา ให้เกาะยึดกับโครงสร้างอย่างแน่นหนา เมื่อเจอลมแรง จะไม่หลุดปลิวได้ง่าย
5. ตะปูรีเวท (ตะปูยิง) หรือลูกรีเวท คือ ตะปูอีกประเภทหนึ่ง (เนื่องจากมีลักษณะคล้ายตะปู) ที่ใช้ในการยึดชิ้นงานจากด้านใดด้านหนึ่ง เข้าด้วยกันอย่างถาวร ผลิตจากอลูมิเนียม คุณสมบัติเด่นของตะปูชนิดนี้ คือ ใช้ยึดส่วนประกอบของชิ้นงานที่เป็นเหล็ก หรืออลูมิเนียมที่มีความยาก และต้องประกอบจากด้านใน
เมื่อทราบประเภท และลักษณะทางกายภาพของตะปูแล้ว ควรเลือกใช้งานตะปูให้ตรงกับประเภทของงาน หรือวัสดุของงานเป็นหลัก เนื่องจากปัจจุบัน มีการผลิตตะปูที่ใช้กับเนื้อวัสดุ หรือประเภทของงานเฉพาะมากขึ้น (สามารถสอบถามการเลือกซื้อตะปูจากผู้ขายได้ เพราะผู้ขายจะมีความรู้ และความเข้าใจเรื่องของตะปูเป็นอย่างดี) และต้องวัดความหนาของชิ้นงาน หรือวัตถุก่อนไปซื้อตะปูทุกครั้ง เพราะความหนาของชิ้นงานต้องสอดคล้องกับความยาวของตะปูเสมอ เพื่อให้การยึดวัตถุ หรือชิ้นงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ความเป็นมาของตะปู
ตะปู เป็นวัสดุที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น และใช้งานมาเป็นเวลายาวนานตั้งแต่สมัยโบราณ และเชื่อกันว่า ตะปูถูกประสร้างขึ้นในยุคเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) หรือบางบันทึกรายงานจะระบุว่า ตะปูเกิดขึ้นก่อนยุคสำริด (Pre-Bronze Age) หรือช่วง 3500 BC คาดการณ์กันว่า ในยุคดังกล่าว ตะปูผลิตจากทองแดง (Copper) ที่สกัดมาจากแร่สัมฤทธิ์ (Bronze) โดยมีหลักฐานเป็นตะปูที่ค้นพบในประเทศอียิปต์ และในคัมภีร์ใบเบิล (The Bible) มีการกล่าวถึงการใช้ตะปูกับพระเยซู และในช่วงหลังนี้ เอง ที่ใช้แร่เหล็ก (Iron) ในการผลิตตะปูแทน ในช่วงแรกของการผลิตตะปู จะขึ้นรูปตะปูด้วยค้อน และในแต่ละครั้งจะผลิตตะปูได้เพียง 1 ตัวเท่านั้น ด้วยสาเหตุนี้ ตะปูในยุคก่อนๆ จึงมีราคาแพงมาก
ก่อนยุคปฏิวัติอเมริกา (American Revolution) ประเทศอังกฤษ คือ ผู้ผลิตตะปูรายใหญ่ที่สุดของโลก ในช่วงนั้นอาณานิคมของอังกฤษในอเมริกา 13 อาณานิคม ไม่สามารถหาซื้อตะปูมาใช้งานได้เอง (เพราะราคาสูงมาก) ดังนั้นหลายครอบครัวในอเมริกาที่อยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ จะมีเครื่องผลิตตะปูขนาดเล็กภายในบ้าน โดยจะวางอยู่ข้างกับเตาผิงไฟ ในช่วงที่สภาพอากาศเลวร้ายตอนกลางคืน ทุกคนในบ้านจะช่วยกันผลิตตะปู ซึ่งการผลิตตะปู จะไม่ใช่เพียงแค่ผลิต สำหรับใช้ สำหรับใช้ภายในครอบครัวเพียงอย่างเดียว แต่ตะปูในยุคดังกล่าว ยังมีมูลค่าสูงมาก จนสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าที่ต้องการได้ (Barter)
อย่างไรก็ดี การผลิตตะปูใช้งานเอง ไม่ได้จำกัดที่ชนชั้นล่างของอเมริกาเท่านั้น Thomas Jefferson อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกายังเคยกล่าวว่า “อาชีพสุจริตทุกอาชีพ คือ อาชีพที่มีเกียรติ และข้าพเจ้าเองเป็นช่างทำตะปูเช่นกัน” ซึ่งในปี 1796 เครื่องตัดตะปูเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่ Thomas Jefferson เป็นกลุ่มแรกๆ ของคนอเมริกันที่ซื้อเครื่องตัดตะปู เพื่อผลิตตะปูสำหรับขาย ในยุคของ Thomas Jefferson ตะปูเป็นสิ่งที่มูลค่ามากจนที่ใครต่อใครต่างยอมเผาบ้าน เพื่อเอาตะปูไปขายแลกกับเงิน และการเผาบ้าน เพื่อเอาตะปูไปขาย กลายเป็นเรื่องปกติในสมัยนั้น อย่างไรก็ดี การประดิษฐ์เครื่องจักรตัดตะปูขึ้นใหม่นี้ ส่งผลให้ประเทศสหรัฐอเมริกา ขึ้นเป็นผู้นำผู้ผลิตตะปูรายใหญ่ที่สุดของโลกแทนอังกฤษ
ในช่วงปี 1850 มีการจัดตั้งโรงงานผลิตตะปูลวด (Wire Nails) หลายโรงงานในนิวยอร์ค เครื่องจักรที่ใช้ผลิตตะปูลวด จะนำเข้ามาจากประเทศฝรั่งเศส ในระยะแรกของโรงงานที่ตั้งขึ้นในนิวยอร์ก ตะปูลวดจะถูกผลิตขึ้น เพื่อใช้ในการผลิตโครงหนังสือขนาดเล็ก (Pocket Book Frame) และกล่องใส่ซิการ์เท่านั้น (Cigar Box) หลังจากนั้นไม่นานก่อนช่วงสงครามระหว่างรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกา (The American War Between the States) ตะปูลวดได้รับการยอมรับในแวดวงก่อสร้าง เนื่องจากความสามารถในการยึดวัตถุ หรือสิ่งของเข้าไว้ด้วยกัน
สาระน่ารู้ ที่เกี่ยวข้องกับตะปู
ทราบหรือไม่ว่าตะปูที่ผ่านการตอก หรือตีเข้าสู่ตัววัตถุ หรือชิ้นงาน เมื่อผ่านไป 2 วัน ความสามารถในการยึดชิ้นส่วน หรือวัตถุเข้าด้วยกันของตะปู (Holding Power) จะลดลงไปประมาณครึ่งหนึ่ง (สำหรับวัตถุ หรือชิ้นงานที่เป็นเนื้อไม้) และเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน ความสามารถในการยึดชิ้นส่วน หรือวัตถุเข้าด้วยกันของตะปู จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเส้นใยของเนื้อไม้ ที่ถูกตะปูตอกไปนั้น จะยืดตรง และจับเข้ากับตัวตะปู
ข้อควรระวัง และการดูแลรักษาตะปู
เช่นเดียวกับวัสดุ และอุปกรณ์ประเภทอื่นๆ ที่ต่างก็มีข้อควรระวัง สำหรับใช้งาน รวมไปถึงวิธีดูแลรักษา ข้อควรระวัง และการดูแลรักษาตะปู มีดังนี้
- ไม่ควรโหมแรงมากเกินไป ในการตอก หรือตีตะปู เพราะจะทำให้ตะปูหด ร้อน หรือบิดงอได้ ควรใช้แรงตอกตะปูให้พอดี และสม่ำเสมอ
- หากมีตะปูที่เหลือใช้จากการทำงานแล้ว ควรเก็บตะปูไว้ในกล่อง และเก็บให้มิดชิด ต้องอยู่ในที่แห้ง (ไม่ควรเก็บตะปูในที่ชื้น เพราะจะทำให้เป็นสนิมได้)
สรุป
ตะปูเป็นวัสดุที่มีหลากหลายหน้าตาตามประเภทการใช้งาน ควรเลือกตะปูให้เหมาะกับชิ้นงานที่ต้องการ หรือวัสดุที่ต้องการนำตะปูไปใช้งาน เพราะตะปูแต่ละชนิด ถูกออกแบบมา ให้ใช้กับงานเฉพาะ หากไม่แน่ใจ หรืออยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม ที่เกี่ยวข้องกับตะปูให้สอบถามเจ้าหน้าที่ หรือพนักงานขาย
ที่เฮียบฮกออนไลน์ เรามีตะปูประเภทต่าง ๆ จำหน่าย ดังนี้
- ตะปูยิงอลูมิเนียมคุณภาพดี (จำหน่ายเป็นกล่อง)
- ตะปูตอกสังกะสี (หัวหมวกตอกไม่หลุด) ขนาด 1.3/4×13
- ตะปูตอกไม้คุณภาพสูง ขนาด 1 – 4 นิ้วจำหน่าย (จำหน่ายยกลัง)
- ตะปูยิงฝ้า (จำหน่ายเป็นกล่อง)
- ตะปูคอนกรีต (จำหน่ายเป็นกล่อง) ขนาด 1 – 3 นิ้ว
- ตะปูคอนกรีต (จำหน่ายเป็นกล่อง) มีทั้งตะปูคอนกรีตสีดำ และสีขาว
หากไม่แน่ใจ จะเลือกใช้บันไดช่างประเภทใด ที่เหมาะกับการใช้งาน สามารถติดต่อ หรือส่งข้อความหาเฮียบฮกออนไลน์ได้เลยทันที เฮียบฮกออนไลน์ยินดีตอบคำถาม และให้คำปรึกษาเรื่องเครื่องมือช่าง ที่ควรมีไว้ติดบ้าน
- โทรศัพท์ : 0956549462 และ 0626463545
- Facebook : Heabhok
- Line : @heabhok (พิมพ์@ด้วยน้า)







